วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558



สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
“การบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่”

อันความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากตายนั้นแม้จะมากเพียงใด
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากเป็นแล้ว
บางทีความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากตายก็เหมือนเล็กน้อยนัก
ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากเป็นนั้น
เมื่อเกิดถึงขีดสุดก็ทำให้เกิดความเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่งอยู่เนืองๆ

ดังที่ปรากฎเป็นข่าวมิได้ว่างเว้นตลอดมา
การกระทำอัตวินิบาตกรรมก็ตาม การฆาตกรรมก็ตาม
เกิดขึ้นเพราะความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากเป็นอยู่เป็นอันมาก
โทษของการปล่อยใจให้อยู่ใต้อำนาจความทุกข์นี้จึงมหันต์นัก น่าจะได้พากันระมัดระวังอย่างยิ่ง

จากการพลัดพรากจากเป็น ที่เป็นเหตุแห่งความทุกข์หนักนั้น
เป็นที่ทราบกันดีว่า คือการพลัดพรากที่เกิดจากการเปลี่ยนใจในเรื่องรักชอบของฝ่ายหนึ่ง
ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น
อัตวินิบาตกรรมและฆาตกรรมเกิดขึ้นนักต่อนักเพราะเหตุนี้
ในขณะเดียวกันผู้เสียสติเพราะเหตุนี้ก็มีเป็นจำนวนมาก

จึงเห็นชัดได้ชัดว่าอิทธิพลของความทุกข์ในเรื่องนี้รุนแรงนัก
ควรที่ทุกคนผู้ที่เป็นปุถุชนคนสามัญจะพยายามยับยั้งอิทธิพลร้ายนี้
อย่างน้อยก็มิให้มีเหนือจิตใจตนเองอย่างรุนแรง
และการจะทำได้สำเร็จพอสมควรก็จำเป็นต้องค่อยทำค่อยไป

คือ แม้จะยังไม่ทันต้องประสบกับความพลัดพรากดังกล่าว ก็ให้ไม่ประมาท
ให้มีสติระลึกถึงความจริง ๓ อย่าง ที่มีอยู่เป็นธรรมประจำโลก คือ

อนิจจัง ความไม่เที่ยง

ทุกขัง ความเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป

อนัตตา ความไม่ใช่ตัวตนของเรา คือไม่อยู่ใต้อำนาจความปรารถนาต้องการของเรา

ลักษณะสามนี้ ไม่มียกเว้นแก่ผู้ใดหรือสิ่งใด ทุกคนทุกสิ่งต้องมี
มิได้เป็นความผิดความไม่ดีของผู้ใด แต่เป็นเรื่องธรรมดาโลก
อนิจจัง ความไม่เที่ยง มีอยู่ทุกเวลา
ทุกขัง ความเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปก็มีอยู่ทุกเวลา
และอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตนของเรา คือไม่อยู่ใต้อำนาจความปรารถนาต้องการใดๆ
ของเราก็มีอยู่ทุกเวลา

นำลักษณะทั้งสามหรือไตรลักษณ์นี้มาเทียบเข้ากับทุกคน ทุกสิ่งไว้ให้เสมอ
เพราะดังกล่าวแล้ว ลักษณะทั้งสามมีอยู่ในทุกคนทุกสิ่งไม่มียกเว้น
ถ้าพยายามทำสติระลึกถึงความจริงอันเป็นสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นี้ไว้เสมอๆ

เมื่อประสบความพลัดพรากจากตายหรือจากเป็นก็ตาม
ก็จะมีปัญญาคือความรู้ทันความจริงว่า เป็นธรรมดาของโลก
ไม่ใช่ความผิดความร้ายของใคร ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะบังคับให้เป็นไป
ตามความปรารถนาต้องการได้

ความรักก็ตาม ความชังก็ตาม ความไม่รักไม่ชังก็ตาม
ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ใครฝืนไม่ได้ ใครบังคับไม่ได้ คนอื่นก็ฝืนไม่ได้บังคับไม่ได้
เจ้าตัวก็ฝืนไม่ได้บังคับไม่ได้

ดังนั้นจะไปโกรธแค้นอาฆาตใครก็ไม่ถูก
จะเศร้าโศกเสียใจหนักหนาก็ผิด ก็ไม่ฉลาด
เมื่อรู้ความจริงแท้มีอยู่อย่างหนึ่งจะไปหวังให้เป็นไปในทางตรงกันข้าม
จะเรียกว่าฉลาดก็ไม่ได้ จึงเรียกว่าไม่ฉลาด ไม่มีปัญญา
ไม่มีวิชชาคือความรู้ถูกตามเป็นจริง แต่มีอวิชชาคือความรู้ไม่ถูกครอบงำอยู่

ความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งหลายเกิดขึ้นก็เพราะอวิชชานี้แหละเป็นเหตุ
และอวิชชาก็มีอยู่ในใจตนเองของผู้มีความทุกข์ความเดือดร้อนนี้แหละ
ดังนั้นจะไปโทษใครอื่นว่าเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนก็ผิดอีก
ยิ่งไปแก้แค้นคนอื่นในฐานะเป็นเหตุก็จะยิ่งผิดหนักเข้าไปอีก

อวิชชาความรู้ไม่ถูกตามความจริงมีอยู่ในใจที่เป็นทุกข์ที่เดือดร้อน
แก้ที่ใจอันเป็นทุกข์เดือดร้อนด้วยความเศร้าโศกเสียใจหรือโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทนั่นแหละ
แก้ด้วยการเพิ่มพูนปัญญาให้รู้ให้เห็นทุกสิ่งถูกต้องตามความจริงนั่นแหละ
จะสามารถทำความทุกข์ให้ลดน้อยลงได้มาก
แม้ต้องประสบความพลัดพรากจากตายหรือจากเป็นก็ตาม
ของผู้เป็นที่รักที่ชอบใจแม้มากเพียงไรก็ตาม

ไตรลักษณ์ ลักษณะสามที่มีคุณ

สำหรับผู้หมั่นพิจารณาลักษณะสาม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เสมอ
การพลัดพรากจากตายหรือจากเป็นย่อมจะ
ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ความเศร้าโศกเสียใจหรือความอาฆาตพยาบาทรุนแรง
เพราะการพิจารณาดังกล่าวเป็นการทำให้เกิดปัญญา
และปัญญานั่นเองที่จะพาให้พ้นทุกข์ ตั้งแต่ทุกข์เล็กทุกข์น้อยจนถึงทุกข์หนัก
ตั้งแต่พ้นได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวจนถึงพ้นอย่างสิ้นเชิง

อันที่จริง การพิจารณาลักษณะสามดังกล่าวมา
ไม่เพียงแต่จะแก้ทุกข์เพราะการพลัดพรากเท่านั้น
แต่สามารถแก้ทุกข์ทั้งหลายได้สิ้น
การพิจารณาไตรลักษณ์นี้ จึงเป็นสิ่งที่บรรดาผู้มาบริหารจิตควรปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง
พิจารณามากเพียงใดก็จะสามารถช่วยใจตัวเองให้ห่างไกลจากความทุกข์ทั้งหลายได้มากเพียงนั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประสบความพลัดพรากอยู่แล้ว
ความทุกข์เพราะความพลัดพรากเกิดขึ้นแล้ว
สติเป็นสิ่งจำเป็นขณะนั้น ก่อนอื่นต้องมีสติ
คือต้องพยายามนึกให้ได้ถึงไตรลักษณ์ว่าเป็นสิ่งมีอยู่จริง ไม่มีผู้ใดสิ่งใดพ้นไปได้
ความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป
และความไม่เป็นไปตามอำนาจความปรารถนาต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น

ทั้งสามประการนี้มีอยู่จริง ไม่มีผู้ใดหนีพ้นได้จริง
แม้พยายามนึกอยู่เพียงเท่านี้ในขณะที่กำลังเป็นทุกข์
ไม่ต้องนึกอะไรให้มากกว่านี้ ความทุกข์ก็จะคลายได้
สำคัญดังกล่าวแล้วต้องมีสติ ต้องนึกให้ได้ถ้านึกได้เท่านั้น ก็ได้ผลพอสมควรแล้ว
แต่ผลกับเหตุนั้นเป็นสิ่งเนื่องกันอยู่เสมอ ผลกับเหตุจะไม่เกี่ยวเนื่องกันไม่มีเลย

ทำเหตุเช่นใดจะได้ผลเช่นนั้น ทำเหตุน้อยผลก็ได้น้อย
ทำเหตุมากจึงจะได้มาก ทำเหตุดีผลจึงจะดี
ทำเหตุแห่งความสุขจึงจะได้รับผลเป็นความสุข
การพิจารณาไตรลักษณ์เป็นเหตุแห่งความสุข
แต่พิจารณาน้อยก็เป็นความสุขน้อย

ต้องพิจารณาให้มาก พิจารณาให้เสมอจึงจะเป็นสุขมาก
เป็นสุขเสมอ ม่ว่าจะประสบกับความพลัดพรากจากเป็นหรือจากตาย
ของผู้เป็นที่รักที่ชอบใจเพียงใดก็ตาม เมื่อไรก็ตาม

ขอแนะนำผู้บริหารจิตทั้งหลาย
ว่าอย่างน้อยก็ควรรู้จัก ควรจำไว้ว่าลักษณะสามหรือไตรลักษณ์มีอะไรบ้าง
มีความหมายที่ถูกต้องอย่างไร จำไว้ให้ขึ้นใจให้รู้จักให้ดี
เพียงเท่านี้ก็เป็นประโยชน์บ้างเล็กน้อยแล้ว ดีกว่าไม่รู้จักเสียเลย
ต่อจากนั้นถ้าจะให้เป็นประโยชน์ให้ยิ่งขึ้นก็ต้องนึกทบทวนสักวันละเล็กละน้อย
ไม่ใช่นึกอย่างที่กล่าวกันว่าแบบนกแก้วนกขุนทอง
ต้องนึกอย่างเข้าใจความหมายด้วยจึงจะใช้ได้ จึงจะมีประโยชน์

ผู้ขาดสติย่อมทำลายตัวเอง

ทุกคนต้องประสบความพลัดพรากจากเป็นและจากตายเป็นธรรมดา
จึงควรพิจารณาไตรลักษณ์กันไว้เสมอ
ให้เป็นพื้นของจิตใจ เป็นพื้นฐานสำคัญของวิธีแก้ทุกข์ทั้งปวง
แล้วจะใช้วิธีคิดอื่นๆ อีกมาประกอบเพื่อช่วยคลายทุกข์เป็นบางกรณีก็ได้
แล้วแต่ว่าคิดเช่นใดได้ผลแก่กรณีใด ช่วยให้คลายทุกข์ได้ในกรณีใด

ในกรณีที่ผู้พลัดพรากจากเป็น เป็นผู้ขาดเมตตาต่อเรา ไม่เห็นใจไม่ปราณีสงสาร
แม้ว่าเราจะต้องเป็นทุกข์เพราะเขาเพียงใด
เช่นนี้ นอกจากจะพิจารณาไตรลักษณ์ให้เป็นพื้นของใจแล้ว
ก็อาจคิดประกอบไปด้วยได้ว่า เมื่อเขาเป็นเหตุให้เราเป็นทุกข์
ต้องพลัดพรากจากกันไปเสียความทุกข์ของเราก็จะสิ้นสุด

แม้ใหม่ๆ จะต้องเป็นทุกข์อยู่
แต่นานไปก็จะคลายทุกข์และจะหายทุกข์เกี่ยวกับเขาในที่สุด
เมื่อเป็นทุกข์ทุกคนก็คิดว่ามีกรรม
เมื่อเหตุแห่งทุกข์พ้นไปก็ควรคิดว่าหมดกรรมแล้ว จะได้เป็นสุขสบายใจแล้ว
เวลาประสบกับการพลัดพรากจากผู้เป็นเหตุให้เราเป็นทุกข์ ก็ควรคิดเช่นนั้น
คิดว่าเราหมดกรรมที่ให้เป็นทุกข์เช่นนั้นแล้ว จึงต้องพลัดพรากจากไป

อย่าคิดว่าการพลัดพรากจะทำให้เป็นทุกข์อยู่ยั่งยืนจนทนไม่ได้
แต่ต้องมีสติคิดให้ถูกตามสัจธรรม ทุกสิ่งไม่เที่ยง
ความสุขและความทุกข์ก็เช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นความสุขความทุกข์ที่เกิดจากเหตุใดก็ตาม
ก็ไม่เที่ยง ก็ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง และต้องสิ้นสุดลง
ตรงตามสัจธรรมที่ว่าทุกสิ่งมีเกิดต้องมีดับ
มีสุขได้ก็ต้องหมดสุข มีทุกข์ได้ก็ต้องมีหมดทุกข์ได้
ทุกข์อันเกิดจากการพลัดพรากก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับ

ฉะนั้นเมื่อความทุกข์เกิดขึ้น
แทนที่จะปล่อยใจให้หมกหมุ่นอยู่ในความทุกข์
ต้องทำสติให้ได้ บังคับใจให้คิดว่า แล้วก็จะดับ แล้วก็จะหายทุกข์
แล้วก็จะลืมเหตุแห่งความทุกข์ แล้วก็จะกลับสบาย

อย่าขาดสติแล้วปล่อยใจให้เป็นทุกข์ จนตกอยู่ใต้อิทธิพลของความทุกข์
ยอมให้ความทุกข์พาไปก่อกรรมทำเข็ญ ไม่ว่าจะแก่ตัวเองหรือว่าผู้อื่น
ขาดสติถึงเช่นนั้นเมื่อใด เรียกว่าทำลายตัวเอง ไม่ใช่ถูกใครทำลาย
เราทำลายตัวเราเองจริงๆ จะโทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเองเท่านั้น

ฉะนั้นจึงควรมีสติไว้เสมอ
ให้พอสามารถช่วยตนเองให้พ้นจากอิทธิพลของความทุกข์
อันเกิดจากการพลัดพรากให้ได้

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คลายทุกข์ได้อย่างดี
เมื่อต้องประสบกับการพลัดพรากจากความเป็นของผู้เป็นที่รักที่ชอบใจ
ก็คือพยายามไม่ไปคิดถึงความรู้สึกหรือจิตใจของคนอื่น ให้ดูใจตัวเอง ดูความรู้สึกของตนเองเท่านั้น

มีอธิบายเกี่ยวกับที่กล่าวว่าอย่าไปคิดถึงความรู้สึกหรือจิตใจคนอื่น
ให้ดูความรู้สึกของตนเองเท่านั้น ดังนี้

อย่าไปคิดว่าเขามีจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เขารู้สึกเช่นนั้นต่อเราแล้ว
เขารู้สึกเช่นนั้นต่อคนนั้นต่อคนนี้แล้ว
เขาไม่เหมือนเดิมแล้ว
เช่นนี้เป็นต้น

การคิดเช่นนั้นจะเป็นการเพิ่มทุกข์แก่จิตใจโดยถ่ายเดียว
เป็นโทษโดยถ่ายเดียว ไม่เป็นคุณอย่างใด ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ไม่ทำให้เหตุการณ์ดีขึ้น ไม่ทำให้จิตใจสบายขึ้น
ดังนั้นจึงไม่ควรคิดเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด

คือไม่ควรไปดูความคิดหรือไปดูจิตใจของคนอื่นอย่างเด็ดขาด
ให้ดูความคิดหรือจิตใจของตัวเองเท่านั้น
คิดอย่างไรรู้สึกอย่างไรก็ให้ติดตามดูของตัวเองไป ระวังอย่าให้ไปเกี่ยวกับคนอื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออย่าไปเกี่ยวกับจิตใจ
หรือความรู้สึกนึกคิดของผู้พลัดพรากไปทั้งเป็นผู้นั้นเป็นอันขาด

แล้วจะได้รู้สึกด้วยตัวเองว่าความทุกข์แม้หนักเพียงใดอันเกิดจากการพลัดพรากจากเป็น
จะกลายเป็นความเบาสบายขึ้นในช่วงระยะที่สามารถรักษาสติ
ไม่ปล่อยความคิดให้ไปเกี่ยวกับจิตของผู้อื่นดังกล่าวนั้น

นี้เป็นการบริหารจิตโดยตรงที่จะช่วยให้เกิดผลทันทีที่ปฏิบัติ
และจะเกิดยั่งยืนตลอดไปได้แม้ปฏิบัติสม่ำเสมอ
ไม่ไปดูใจคนอื่น ดูแต่ใจตนเอง ไม่ไปดูความคิดคนอื่น ดูแต่ความคิดของตนเอง ดังกล่าวแล้ว

....
สาธุ สาธุ สาธุ

บทความจาก
http://rarinn.bloggang.com/

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ดับทุกขฺ์

ไม่มีดับดาวจิตวิสิทธิวิสุทธิ์
ไม่เหลือรุทธ์แรมร้องข้องไขหา
ไม่เอื้ออุกอุอรอาจอุระอา
ไม่อิ่มอารุอาลัยไร้อารมณ์

ในยิ้มเเย้มยามเยื้องย่างแย้ม
 ในเย้ยแย่มแย้งอย่างร้างดวงหน้า
ในยุเยียดหยุดยั้งหทัยพา
ในข้า--ล้าอ่อนอุระสุดอาวรณ์
คนสูญเสียสุดโศกวิโยกสุด
คนเสียดุจดวงใจหัวใจหาย
คนโศกแสนแดเศร้าเจ้าดวงใจ
คืนลาใจให้เดือนดาอุราโรย

หมองหม่นเมียงแม้แม่นหมาย
มุ่งหายาใจหทัยแม่
ดับทุกข์สุดแสนอาลัยแล
เพียงตัวลูกแม่สุขสบาย
ดับทุกขฺ์ด้วยน้ำตา?

" ความตายเหมือนเปลี่ยนรถ "

" ความตายเหมือนเปลี่ยนรถ "
( พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก )
ปัญญา คือ อะไร
ปัญญา คือ ความรอบรู้ในขันธ์ 5
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริง
เช่นเมื่อพิจารณากาย ก็รู้ว่า
กายไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
... กายเป็นเพียงวัตถุก้อนหนึ่ง แยกต่างหากจากจิต
เหมือนรถกับคนขับรถ
ถ้ามีปัญญาเห็นอย่างนี้แล้ว ความตายก็ไม่มี
มีแต่การเปลี่ยน เหมือนเปลี่ยนรถ
เมื่อรถเสียแล้ว เก่าแล้ว พังแล้ว
ถ้าคนขับมีเงินมีทอง
ก็ไม่ต้องเสียใจกับ รถคันเก่า
ทิ้งรถเก่าเสีย ซื้อรถใหม่ที่ดีกว่า
ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเสียใจ..... เราซื้อรถใหม่เลย สบายใจดี
แต่มีปัญหาว่า บางคนไม่มีเงิน ซื้อรถใหม่ไม่ได้
หรืออาจจะซื้อได้แต่รถจักยานเท่านั้น

สมัยก่อนมีรถ ตอนนี้ไม่มีแล้ว
อาจจะต้องเดินเท้าเปล่า ลำบากหน่อย
นี่สำคัญ จิตของเราก็เหมืนกัน
ถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า จิตรวยด้วยอริยทรัพย์
มีคุณงามความดีมาก
ย่อมจะรู้สึกว่า ความตาย คือ มรณภาพ
คือ การเสียสละร่างกายนี้ เราคือใจคือจิต
ความตายเป็นเรื่องของกาย
กายแก่แล้ว เสียแล้ว พังแล้ว ตายแล้ว
ญาติพี่น้องที่ยังอยู่ ก็เอาไปเผาทิ้ง
เราเสียสละกายได้ด้วยความสบายใจ ความตายจึงไม่น่ากลัว
ความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนที่อยู่
คล้ายกับไปเที่ยวต่างประเทศที่ไม่เคยไป
พี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่พากันร้องไห้
แม่ของเรา พ่อของเรา ลูกของเรา
เพื่อนของเราตายแล้ว พากันร้องไห้
แต่สำหรับคนที่เข้าใจธรรมะ
คนที่มีกำลังใจดี คนที่ไม่ประมาท
เจริญศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว
และมีความมั่นใจว่า เราทำดีมามากแล้ว
ใจของเราย่อมปลอดภัยแล้ว
ก็คล้ายกับว่า เรานั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ
ไปเที่ยวไม่กลับนี่แหละ
คนที่ส่งร้องไห้ แต่เราสบายใจ
ไปแล้วมีคนต้อนรับ คนต้อนรับก็พากันดีใจ
เราอาจจะเกิดในตระกูลที่ดีขึ้น ดีกว่าเดี๋ยวนี้
พ่อแม่ญาติพี่น้องดีใจต้อนรับ
สรุปแล้ว การปฏิบัติทั้งหมด ก็เพื่อจะไม่กลัวตาย
ยอดของการปฏิบัติ ก็คือตรงนี้
ถ้าเราพิจารณาธรรมะลักษณะอย่างนี้ ก็จะมีกำลังใจ
จงสนใจศึกษาธรรมะในลักษณะเช่นนี้มากขึ้นๆ
เพื่อให้ใจสบายนี่แหละ
เมื่อเราปฏิบัติธรรมมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้นเพียงใด
ย่อมจะสบายใจมากขึ้นๆ เพียงนั้น................. เอวัง

พุทธธรรมนำใจ

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความเจ็บ

ความเจ็บคลายคลอนเคลื่อนเลื่อนลอยหลุด
ความจบเจ็บทรุดโทรมกายทุกข์ถ่ายถอด
ความจากกายให้อาลัยรูปอาวรณ์
ความจำผ่อนพรภวังค์ดังหฤทัย

เพียง

เพียงเพี้ยงผ่านวรรณและวานอันว้างหวั่น
เพียงพริ้มพักต์พิมพรรณอัญญาสมร
เพียงพลัดผกวกวนหวังพุทธาทร
เพียงอรชรอรอุ่นองค์ยงค์ยิ้มยืน

ใครอะไรจะเป็นได้ดั่งใจใคร

อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ตามใจเราท่านทุกสิ่งที่คงไม่ไหว
ใครอะไรจะเป็นได้ดั่งใจใคร
จะมีไหมให้ทำใจที่ตัวตน

อนิจจัง

คืนที่ไร้เธอเหม่อหมองครองความช้ำ
คืนที่รักพรากจำจางแจ่มหาย
คืนที่เพื่อนสหายพรากจากอาลัย
คืนที่ไห้โหยหวลหายาใจยล
คืนที่บอกแจ้งจำนงค์อย่าหลงไหล
คืนทีใจแม่จะขาดหวาดหวั่นเหลือ
คืนที่ฟ้าแสงใดไม่หมองเจือ
คืนที่เหลือของเราเฝ้าคิดครา
คืนทีใจบอกด้วยใจไร้แรงร่าง
คืนที่จางสภาพกายสายสมร
... คืนที่แจ้งแจ่มใจในอุทร
คืนที่อ่อนแอโรยล้าพึ่งพาดี
คืนที่รักพลัดพรากจากดวงจิต
คืนที่มิตรสุดดีเจ้าร้าวแรงร่าง
คืนที่ใจส่งหาใจทิพย์ทาทาง
คืนที่ว่างว้างลูกรักจักทำไง
คืนที่บุญนำพาวาสนาคงช่วยส่ง
คืนที่ปลงอุปรารมณ์ล้มโรคร้าย
คืนที่ยอมรับทุกข์อย่างวางใจ
คืนที่ใด้ให้คิดคลายทุกข์รายรน


อนิจจัง
 (บาลี: อนิจฺจํ) แปลว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง ไม่แน่นอน หรือ ตั้งอยู่ในสภาวะเดิมได้ยาก